อนุประโยค และ ประโยค (Clauses and Sentences)
ประโยคธรรมดาจะประกอบด้วย 1 อนุประโยค ที่มีกลุ่มคำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธาน [Subjects] (และกรรม [Objects] หรือส่วนเติมเต็ม [Complements] ในบางประโยค) และกลุ่มคำกริยา [Verbs]
เช่น I waited. = ฉันรอ
He opened the car door. = เขาเปิดประตูรถยนต์ (ส่วนที่ขีดเส้นใต้เป็นกรรม)
หลังคำเชื่อมบางคำ เช่น be, seem, feel, etc. มักจะตามด้วยคำ หรือคำคุณศัพท์ [Adjectives] ซึ่งจะบอกให้เรารู้ถึงลักษณะภายนอก อารมณ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประธานในประโยค
เ่ช่น She is a doctor. = หล่อนเป็นหมอ
He was angry. = เขาโกรธ
คำกริยา กรรม หรือส่วนเติมเต็มสามารถนำคำวิเศษณ์ [Adverbs] หรือวลีของคำบุพบท [Preposition Phrases] มาต่อท้ายได้ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า Adverbial ที่จะบอกถึงลักษณะการกระทำว่าทำที่ไหน ทำเมื่อไร อย่างไร เป็นต้น
เช่น They shouted loudly. = พวกเขาตะโกนอย่างดัง
She won the competition last week. = หล่อนชนะการแข่งขันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
การสลับคำในประโยคสามารถทำให้ความหมายเปลี่ยนได้
เช่น He speaks English very well. = เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดี (บอกเล่า)
Does he speak English very well. = เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีหรือเปล่า (คำถาม)
NOTE : ในประโยคคำสั่งจะต้องนำคำกริยานำหน้าเสมอ
เช่น Stop her. = หยุดหล่อนไว้
ประโยคความรวม [Compound Sentences] คือประโยคที่เกิดจากประโยคความเดียว 2 อนุประโยคหรือมากกว่าซึ่งนำมาเชื่อมด้วยคำสันธาน [Conjunction] เช่น but, and, or, etc. แต่ถ้าอนุประโยคนั้นมีประธานคนเดียวกันก็สามารถละไว้ไม่เขียนซำ้ได้
เช่น He met Jane at the station and went shopping. = เขาพบเจนที่สถานีแล้วไปซื้อของ
I wanted to go but felt too ill. = ฉันก็อยากไปแต่รู้สึกไม่สบายมากจริงๆ
ประโยคความซ้อน [Complex Sentences] คือประโยคที่เกิดจากการนำประโยคหลัก [Main Clause] กับประโยคย่อย [Subordinate Clause] ตั้งแต่ 1 ประโยคขี้นไปมาเชื่อมกันด้วยคำว่า if, because, that, wh-word เป็นต้น โดยประโยคย่อยจะเป็นส่วนขยายให้่ประโยคหลัก
เช่น If you want, I'll teach you. = ถ้าคุณต้องการ ฉันจะสอนให้คุณ
The car that I drove was a Ford. = รถที่ฉันขับเป็นรถยี่ห้อฟอร์ด